โครงข่ายระบบไฟฟ้า (กริด) อาจทำให้การขับเคลื่อนพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องสะดุดลงถ้าปราศจากการเข้าช่วยเหลือของรัฐบาล

จากรายงานฉบับใหม่ของ Black & Veatch พบว่า โครงสร้างพื้นฐานในการส่งไฟฟ้ายืดหยุ่นเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำให้เกิดใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมได้ แต่โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวมักจะถูกมองข้ามไป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องเริ่มวางแผนสร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้าที่ดีขึ้นเพื่อสนับสนุนการเติบโตด้านพลังงานหมุนเวียน

Solar farm, Thailand, intermittency challenges
A technician cycles past the 73-megawatt Lopburi Solar Farm in Thailand's Lopburi Province. Because solar power generation can be disrupted by cloud cover, it poses challenges to electricity grids. Image: Asian Development BankCC BY-NC-ND 2.0 via Flickr

นอกจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีราคาถูกกว่าและติดตั้งได้รวดเร็วกว่า เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าแบบเชื้อเพลิงฟอสซิล 

จากรายงานทางการเงินปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถสร้างโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มระดับใหญ่ได้ในเวลาประมาณหนึ่งปี ซึ่งเร็วกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายเท่า ต้นทุนด้านการลงทุนของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมใหม่ยังมีราคาที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่  

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พยายามเริ่มขยายกำลังผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ กลุ่มภูมิภาคสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) ต้องการสร้างพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9 ในปี 2019 มาเป็นร้อยละ 23 ภายในปี 2025  

ความต้องการการใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคนี้เติบโตขึ้นที่ร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาอุตสาหกรรม และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น 

ด้วยการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นจึงมีความสำคัญที่ต้องพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้มั่นคง และเชื่อถือได้ เพื่อรองรับความผันผวนไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม 

ผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ถึงอุปสรรค์ที่จะเกิดขึ้นหากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมที่จะรองรับความผันผวนของแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นได้ 

นาย Muralidharan Ramakrishnan หัวหน้าแผนกพลังงานและสาธารณูปโภคในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Fitch Ratings ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ชี้ให้เห็นถึงการที่เริ่มขับเคลื่อนของพลังงานหมุนเวียนของประเทศต่างๆ 

จากความทุ่มเทในการพัฒนาพลังงานลมของประเทศจีนพบว่า ในปี 2015ประเทศจีนมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นจำนวนถึงประมาณหนึ่งในสามของโลก แต่ในปีดังกล่าว พลังงานไฟฟ้าร้อยละ 15 ที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าฟาร์มกังหันลมของประเทศจีน ที่มลมณฑลกานซู่ ต้องสูญเปล่าไปถึง ร้อยละ 40 โดยรวมแล้ว เกิดการสูญเสียพลังงานมีมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

นอกจากจะมีการท้าทายอย่างมากของการใช้พลังงานลม เนื่องจากมีเงินอุดหนุนสำหรับพลังงานถ่านหินท การไม่มีสายส่งไฟฟ้าระยะไกลที่เหมาะสมและความพร้อมในระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมมีส่วนทำให้ต้องทิ้งไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลมส่วนเกินไป ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนจำนวนน้อยใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในเวลาตอนกลางวันแต่เป็นวันที่มีลมพัดแรง ผู้ทำให้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ต้องตัดการเชื่อมต่อโรงไฟฟ้ากับระบบสายส่งไฟฟ้า 

ประเทศอินเดียก็ประสบสถานการณ์เดียวกัน นั่นคือ โครงข่ายระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น ส่งผลให้ต้องมีการตัดการเชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มบ่อยครั้ง 

นาย Muralidharan Ramakrishnan กล่าวว่า หนทางที่จะทำให้เกิดโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอย่างมั่นคงก็คือการมีโครงสร้างพื้นฐานในการส่งไฟฟ้าที่เหมาะสมซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างระบบส่งไฟฟ้าและ อาจทำให้ระบบส่งไฟฟ้าไม่พร้อมใช้งานได้ทันเวลา  

นาย Muralidharan Ramakrishnan กล่าวเสริมว่า ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ ในประเทศจีนและอินเดีย ได้พัฒนาดีขึ้น เพราะโดยมีโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าที่ดีขึ้น”  

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจประสบกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันเนื่องจากมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น รายงานจากสำนักงานบัญชี PwC เมื่อปีที่ผ่านมาระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายระบบไฟฟ้าแรงสูงยังคงไม่พร้อมให้บริการในประเทศต่างๆ เช่น บรูไน กัมพูชา และลาว 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บางแห่งในประเทศเวียดนามมีไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าได้แต่ต้องทิ้งถึงร้อยละ 80 ในขณะที่ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศเวียดนามเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2019 และ ปี 2020 โดยที่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าไม่สามารถรองรับกับความความผันผวนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ขาดสมดุลระหว่างความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีปริมาณผู้ใช้ไฟมากในช่วงหัวค่ำแต่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตามความต้องการใช้ไฟ 

ในรายงานฉบับล่าสุดจากที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม Black & Veatch ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากผู้นำอุตสาหกรรมไฟฟ้าของเอเชีย ผู้นำฯ มากกว่าหนึ่งในสามกล่าวว่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความมั่นคงเป็นปัญหาที่ท้าทายมากที่สุดปัญหาหนึ่งที่พวกเขาเผชิญ ผู้นำฯ มากกว่าร้อยละ 30 มองว่า การไม่มีทระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและไม่มีเครือข่ายระบบส่งไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือนับเป็นอุปสรรค์สำคัญในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความมั่นคง  

เรื่องจำเป็นที่เห็นได้ชัดเจนคือ รัฐบาล นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ต้องตระหนักมากขึ้นถึงบทบาทของการบริหารจัดการการส่งพลังงานและโครงข่ายระบบไฟฟ้าในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความมั่นคง 

นาย Narsingh Chaudhary รองประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการ Black & Veatch ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

เรื่องจำเป็นที่เห็นได้ชัดเจนคือ รัฐบาล นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ต้องตระหนักมากขึ้นถึงบทบาทของการบริหารจัดการการส่งพลังงานและโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและทำให้การส่งผ่านพลังงานไฟฟ้ามีความมั่นคงนาย Narsingh Chaudhary รองประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการของ Black & Veatch ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าว 

รัฐบาลต้องรับบทบาทเป็นผู้นำ 

คาดว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องใช้จ่าย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าให้รองรับพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะเกิดขึ้นระหว่างปี 2019 ถึง ปี 2040 

หน่วยเงินตราสำหรับชำระบัญชีเพื่อรับรองว่าโครงข่ายไฟฟ้าต่างๆ จะสามารถจัดการกับอุปทานที่แปรปรวนสูง รวมถึงระบบต่างๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนราคาไฟฟ้าแบบเรียลไทม์เพื่อทำให้อุปสงค์พลังงานตรงกับอุปทานพลังงานได้ดีขึ้น 

ระบบต่างๆ ดังกล่าวเคยมีความสำคัญน้อยกว่านี้เมื่อเชื้อเพลิงฟอสซิลครองตลาดภาคธุรกิจพลังงาน เนื่องจากผู้ประกอบการโรงงานสามารถปรับเปลี่ยนวัตถุดิบเชื้อเพลิงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงได้ 

เนื่องจากบริเวณที่แสงแดดส่องถึงและลมพัดถึงอาจอยู่ห่างจากเขตเมืองที่ใช้พลังงานมาก จึงอาจจำเป็นต้องใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าแบบใหม่ที่ยาวขึ้น 

ผู้เชี่ยวชาญต่างกล่าวกันว่า รัฐบาลแห่งชาติต้องช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว 

ในประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบโครงข่ายระบบไฟฟ้าของรัฐไม่สามารถก้าวทันการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีเงินทุนหรือไม่มีการวางแผนที่ประสานกัน” นาย Narsingh Chaudhary กล่าว 

นายDaniel Morris ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านพลังงานสะอาดในโครงการพัฒนาภาคการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมของ Climate Investment Funds (CIF) กล่าวเสริมว่า การวางแผนเครือข่ายไฟฟ้าจะมีข้อควรพิจารณาที่ดีต่อสาธารณะ 

คุณเริ่มเรียนรู้ปัญหาต่างๆ เช่น การแบ่งเขตโครงข่ายระบบไฟฟ้าจะไปที่ใด คุณจะต้องให้คนย้ายออกหรือไม่ คุณจะสร้างผลกระทบต่อคนด้วยการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าเหล่านี้หรือไม่” นาย Daniel Morris กล่าวว่า “การปล่อยให้ภาคเอกชนจัดการเองอาจส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถบรรลุต่อเป้าหมายในการพัฒนาประเทศและพร้อมกับการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงจนเหลือศูนย์ได้ 

ปัจจุบัน CIF ให้เงินสนับสนุนในโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานให้มีประสิทธิภาพต่อประเทศยูเครน ฟิจิ โคลอมเบีย เคนยา และมาลี รวมทั้งยังมีอีกห้าประเทศรวมถึงอินโดนีเซียยังอยู่ในรายชื่อรอการอนุมัติ 

บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ แผนพัฒนาพลังงานของประเทศเวียดนามในทศวรรษนี้ หรือ PDP8 ระบุว่า การพัฒนาโครงข่ายระบบไฟฟ้าเป็นลำดับความสำคัญหลัก แผนพลังงานห้าปีล่าสุดของอินโดนีเซียยังอธิบายถึงการใช้ “สมาร์ทกริด” เพื่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้มีความมั่นคง 

อีกทั้ง ยังสามารถบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบกักเก็บพลังงานส่วนเกินแบบชั่วคราว แบตเตอรี่ที่มีความจุนานหลายชั่วโมงเ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะจัดเก็บไฟฟ้าส่วนเกินไว้เป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งสามารถเก็บได้นานหลายเดือน 

สหภาพยุโรป ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียน มีความสามารถในการจัดเก็บ 40 กิกะวัตต์ (GW) ในปี 2020 โดยพลังงานหมุนเวียนมีส่วนร่วมร้อยละ 21 ในการผสมผสานของพลังงานหลายประเภท 

ในปีเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความสามารถในการจัดเก็บน้อยกว่า 4 GW และความสามารถในการจัดเก็บพลังงานดังกล่าวส่วนใหญ่พบอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับพลังงานเพียงร้อยละ 7 จากพลังงานหมุนเวียนในปี 2018 

คำตอบที่ได้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละกรณีและแต่ละพื้นที่ รวมทั้งประเทศต่างๆ ต้องดึงเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาผสมผสานกัน เทคโนโลยีบางอย่างที่มีราคาไม่แพงในปัจจุบัน และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จะกลายเป็นเทคโนโลยีทั่วไปและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมีการปรับปรุงนโยบายและทำต้นทุนให้ลดลงนาย Narsingh Chaudhary กล่าว 

เฝ้าระวังสภาพอากาศ 

สภาพอากาศเลวร้ายเพิ่มขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาโลกร้อนอาจเป็นอุปสรรค์ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) รายงานเกี่ยวกับภูมิอากาศวิทยาล่าสุดว่า สังเกตพบพายุไซโคลนที่รุนแรงมากขึ้นและคาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ปลายปีที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นไรทำให้ชาวฟิลิปปินส์ 5 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ ในอดีตที่ผ่านมาเหตุการณ์ที่คล้ายกันที่เกิดขึ้นหลังจากเกิดพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่ 

เรามาถึงจุดที่คุณไม่สามารถเพิกเฉยต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศได้แล้ว และอันที่จริงแล้ว การที่คุณเพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อแผนงานและการลงทุนต่างๆ มากขึ้น” นาย Daniel Morris กล่าว 

การวิจัยที่มีอยู่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางแก้ไขต่างๆ เช่น การสร้างสายส่งไฟฟ้าใต้ดินเพื่อป้องกันพายุไต้ฝุ่น และการทำโครงข่ายระบบไฟฟ้าเป็นแบบแยกส่วนมากขึ้นเพื่อป้องกันไฟดับในวงกว้าง ไมโครกริดยังสามารถใช้เป็นแนวทางแก้ไขที่มีศักยภาพสำหรับการปล่อยกระแสไฟฟ้าให้พื้นที่ห่างไกลต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการต่อขยายโครงข่ายระบบไฟฟ้า 

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change) ยังแนะนำให้รักษามาตรฐานการออกแบบสำหรับสินทรัพย์พลังงานให้อยู่ในระดับเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันและที่คาดการณ์ไว้

Like this content? Join our growing community.

Your support helps to strengthen independent journalism, which is critically needed to guide business and policy development for positive impact. Unlock unlimited access to our content and members-only perks.

Paling popular

Acara Tampilan

Publish your event
leaf background pattern

Menukar Inovasi untuk Kelestarian Sertai Ekosistem →

Organisasi Strategik

NVPC Singapore Company of Good logo